อิตาลี เป็นหนึ่งในประเทศในฝันของใครหลายคน หากมาเยือนยุโรปแล้วไม่ได้มาเช็คอินที่อิตาลี จะถือว่าพลาดสุดๆ เมืองแห่งมนตร์เสน่ห์นี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านศิลปะและสถาปัตยกรรมมากมาย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่รวบรวมสิ่งมหัศจรรย์ของโลกไว้มากมาย ใครมีแพลนจะไปเที่ยว วันนี้ KKday รวบรวม 8 เรื่องควรรู้ก่อนไปอิตาลีมาฝากกัน 

1. อากาศดี๊ดี เที่ยวได้ทั้งปีเลย

Canal, Venice, Italy, Water, River, Buildings, Boat

อิตาลีมีลักษณะอากาศหลากหลายแบบ ในทางตอนเหนือของประเทศ เช่น เมืองตูริน มิลาน และโบโลญญา จะค่อนข้างร้อนชึ้น ส่วนพื้นที่ชายฝั่งติดกับทะเลของแคว้นลิกูเรียและส่วนใหญ่ของคาบสมุทรที่อยู่ใต้ลงไปจากเมืองฟลอเรนซ์จะเป็นภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน คือมีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี (แต่อุ่นในที่นี้ก็แอบเย็นๆ สำหรับคนไทยอยู่เหมือนกันนะ) แต่เมื่อถึงฤดูหนาว ในพื้นที่สูงก็จะมีอากาศหนาว ชื้น และมักจะมีหิมะตก ส่วนภูมิภาคที่อยู่ริมทะเลจะมีอากาศไม่รุนแรงมาก จะมีความอุ่นและมักจะแห้งในฤดูร้อน 

ประเทศอิตาลีมีถึง 4 ฤดูด้วยกัน ได้แก่ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง โดยฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 0-12 °C และในฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20-30 °C และอาจสูงกว่านี้ได้ในบางช่วง

2. สิ่งมหัศจรรย์ของโลกมารวมกันตรงนี้

Pisa, Leaning Tower, Italy, Places Of Interest

หากพูดถึงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกจากทั่วโลก ชื่อของ “หอเอนปิซา” (Pisa Tower) ต้องเป็นที่แรกๆ ที่คนกล่าวถึงแน่นอน โดยตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) เป็นหอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 55.86 เมตร น้ำหนักรวม 14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร เนื่องด้วยความโดดเด่นของการเอนเอียงของหอเอนปิซาอันเป็นเอกลักษณ์จึงทำให้ในปี ค.ศ. 1987 หอเอนปิซาได้ถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกและ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางอีกด้วย

สำหรับค่าเข้าชมในส่วนของ Tower คือ 18 ยูโร และเปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ โดยวันอังคารถึงวันอาทิตย์จะเปิดให้บริการในเวลา 10.0018.00 น. หากเดินทางจากสถานีรถไฟหลักของเมืองคือ Pisa Centrale ให้ใช้รถบัสสาย 3 และ 4 หรือ Shuttle bus สาย A เพื่อเดินทางไปที่หอระฆัง หากไม่ได้เลือกพักในเมืองปิซา แต่อยากมาเยือนสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้สักครั้ง ก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น หากพักที่เมืองใกล้ๆ อย่างฟลอเลนซ์ สามารถซื้อทัวร์แบบครึ่งวันได้ ผ่าน KKday โดยคลิก https://www.kkday.com/th/product/20607 อีกทั้งการเลือกทัวร์แบบครึ่งวันนี้ จะช่วยประหยัดเวลาในการเที่ยวได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับคนที่อยากเที่ยวหลายเมือง แต่มีเวลาน้อยเป็นอย่างมาก

อีกหนึ่งสถานที่น่าอัศจรรย์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ สนามกีฬาโคลอสเซียม (Colosseum) ตั้งอยู่ในกรุงโรม ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างรูปทรงโค้งเป็นวงกลม ที่นี่เป็นอดีตสนามประลองที่แสนโหดเหี้ยมของเหล่านักรบกลาดิเอเตอร์ (Gladiator) สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเหล่านักรบโรมันและเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน ที่สำคัญแนวคิดในการออกแบบโคลอสเซียมนี้ยังคงมีความสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากการออกแบบสนามกีฬาแทบทุกแห่งในโลกนับตั้งแต่นั้นมาต้องปฏิบัติตามแม่แบบดั้งเดิมของโคลอสเซียมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ใครไม่อยากพลาดและอยากได้บัตรฟาสแทรคไม่ต้องต่อคิว สามารถจองผ่าน KKday ได้ง่ายๆ เพียงคลิก https://www.kkday.com/th/product/19742

โคลอสเซียมเปิดให้บริการทุกวัน โดยจะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 8.30 น. ไปจนถึงเวลา 19.00 น. วิธีการเดินทาง สามารถเดินทางโดยรถไฟใต้ดินจากสถานี Termini line B มาที่สถานีพาราไมด์ (Piramide) ซึ่งอยู่ห่างจากโคลอสเซียม (Colosseum) ประมาณ 260 เมตร หรือจะเลือกเดินทางด้วยบัส โดยสถานีบัสที่ใกล้ที่สุดคือ ออสเตียนเซ/มัตเตอุซซี่ (Ostiense/Matteucci) ซึ่งอยู่ห่างจากโคลอสเซียม (Colosseum) ประมาณ 220 เมตรเท่านั้น

3. อิตาลีมีมหาวิหารที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของทวีปยุโรป

brown and white buildings at daytime

หนึ่งในเรื่องควรรู้ก่อนไปอิตาลี คือ ชาวอิตาเลียนนั้นส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาธอลิค มีมหาวิหารสำคัญ ได้แก่ มหาวิหารฟลอเรนซ์แห่งวิหารซานตามาเรียเดลฟิออเร (Florence Cathedral of Santa Maria del Fiore) หรือที่รู้จักกันในนามโบสถ์พระแม่แห่งดอกไม้หรือวิหารฟลอเรนซ์เป็นวิหารสไตล์โกธิค (Gothic) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของยุโรป เป็นศูนย์กลางของเมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมยุคสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาหรือเรอเนสซองส์

จุดเด่นของมหาวิหารแห่งนี้คือโดมสีส้มขนาดใหญ่และโครงสร้างภายนอกอาคารที่เป็นหินอ่อนสีขาว แต่งด้วยหินสีเขียวและชมพูที่ได้รับการตกแต่งด้วยหินแกะสลัก เป็นผลงานทางสถาปัตยกรรมที่สร้างในแบบนีโอโกธิค (Neo-gothic) ที่มีภาพโมเสกตกแต่งเหนือซุ้มประตู และมีหอระฆังสูง 85 เมตรอยู่บริเวณด้านข้าง ด้านภายในมหาวิหารนั้นประกอบไปด้วยหน้าต่างที่เป็นกระจกหลากหลายสี และมีภาพเขียนบนฝาผนัง ออกแบบโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงในยุคเรอเนสซองส์อีกด้วย

เปิดให้บริการทุกวัน โดยวันจันทร์ อังคาร พุธ และวันศุกร์จะเปิดให้บริการในเวลา 10.0017.00 น. วันพฤหัสบดี เปิดให้บริการในเวลา 10.0015.30 น. วันเสาร์เปิดให้บริการเวลา 10.0016.45 น. ส่วนวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์จะเปิดให้บริการในเวลา 13.3016.45 น. 

ในส่วนของการเดินทาง หากเริ่มจากสถานีรถไฟหลักของเมืองฟลอเรนซ์อย่างฟิเรนเซ่ ซานตา มาเรีย โนเวลลา (Firenze Santa Maria Novella) สามารถเดินไปจัตุรัส Piazza del Duomo ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิหารได้ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น และสามารถซื้อบัตรเข้าชมมหาวิหารล่วงหน้าได้ง่ายๆ เพียงคลิก https://www.kkday.com/th/product/19761

4. เวนิส อิตาลี เมืองที่มีคลองมาที่สุดในโลก


เวนิส เป็นเมืองหลวงของแคว้นเนโต ประเทศอิตาลี มีประชากรเพียง 2 แสนกว่าคนเท่านั้น เมืองเวนิสถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวนมากเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย (Venetian Lagoon) เป็นเมืองที่มีคลองมากที่สุดในโลก เนื่องจากมีการใช้คลองในการคมนาคมมากที่สุด มีอาคาร ร้าน บ้านเมืองตั้งอยู่ริมคลอง มีนักเที่ยวเข้ามาเที่ยวมากที่สุดติดอันดับหนึ่งของโลก มีประมาณ 33 ล้านคนต่อปี เวนิสมีเรือบริการในการเดินทางไปในที่ต่างๆ ของเมืองอย่างสะดวกสบาย มีการบริการท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ธรรมชาติของ 2 ฝั่งคลองโดยทางเรือหรือที่เรียกว่ากอนโดลา (Gondola) นับเป็นเมืองที่คลองมากกว่าถนนอีกเมืองหนึ่ง ใครที่ไม่อยากพลาดเที่ยวชมเมืองนี้ สามารถจองบริการนำเที่ยวจากไกด์ท้องถิ่น ล่องเรือกอนโดลา และเดินเล่นในตัวเมือง สามารถจองล่วงหน้าได้ง่ายๆ เพียงคลิก https://www.kkday.com/th/product/7957

5. น้ำพุเสี่ยงดวง

มาต่อกันที่ “น้ำพุเทรวี่” (Trevi Fountain) น้ำพุแบบบาโรก (Baroque) ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม เป็นทั้งลานน้ำพุและอนุสรณ์สถานที่จัดได้ว่าสวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แถมยังขึ้นเชื่อเรื่องความเชื่อเกี่ยวการโยนเหรียญอธิษฐานที่เป็นเสน่ห์ให้นักท่องเที่ยวไปลองเสี่ยงดวงกันอีกด้วย ทุกคนสามารถใช้เหรียญสกุลเงินใดก็ได้อธิษฐาน อาจจะขอให้ได้กลับมาที่กรุงโรมอีกครั้งหรืออธิษฐานในเรื่องอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน โดยจะต้องหันหลังแล้วโยนเหรียญข้ามไหล่ซ้าย เพื่อให้เหรียญหล่นลงไปในน้ำพุให้ได้ หากทำสำเร็จเชื่อกันว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง

ในตอนกลางวันน้ำพุแห่งนี้มีแสงอาทิตย์สาดส่องให้สวยงามสดใส ดูมีชีวิตชีวา ส่วนในยามค่ำคืนจะมีแสงของหลอดไฟจากบริเวณน้ำพุร่วมกับแสงจากดวงจันทร์เป็นตัวช่วยให้น้ำพดูงดงาม และน่าหลงใหลเป็นอย่างมาก ใครที่อยากชมเสน่ห์ที่แตกต่างออกไปนี้ สามารถใช้บริการทัวร์จาก KKday ได้ คลิกเลยที่ https://www.kkday.com/th/product/6622

6. Roma pass บัตรเดียวเที่ยวทั่วโรม 

สำหรับใครที่มีแพลนหลักที่จะท่องเที่ยวในเมืองหลวงอย่างกรุงโรมอย่างน้อย 2-3 วันขึ้นไปไม่ควรพลาดอย่างยิ่งสำหรับตั๋วแพ็คเกจในการเดินทางท่องเที่ยวภายในโรมที่ชื่อว่า โรม่า พาส(Roma pass) ใบนี้ ที่รวมเอาค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และการเดินทางภายในกรุงโรมมาไว้ในใบเดียวกัน สามารถใช้ได้กับรถไฟใต้ดิน Metro, รถราง และรถบัสโดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง รวมทั้งเป็นบัตรผ่านเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ บางแห่งของกรุงโรมได้ หรือจะใช้เป็นบัตรส่วนลดสำหรับร้านค้าบางร้านตามเงื่อนไขของบัตรได้อีกด้วย สามารถหาซื้อได้กับตัวแทนที่มีอยู่ทั่วไปตามสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวเยอะๆ หรือสามารถซื้อออนไลน์ได้ที่ www.romapass.it  

7. กระเป๋าใหญ่ต้องฝากก่อน

visualhunt | jessicahtam

หนึ่งเรื่องสำคัญที่ควรรู้ก่อนไปอิตาลี คือ การห้ามนำกระเป๋าขนาดใหญ่เข้าพิพิธภัณฑ์หรือโบสถ์ นั่นเอง เป็นที่รู้กันดีว่าบรรดาเมืองต่างๆ ของอิตาลี จะมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงสถาปัตยกรรมหรือประวัติศาสตร์มากมาย และยิ่งถ้าเรามีแพลนเที่ยวตั้งแต่วันแรกหลังจากเครื่องแลนดิ้ง ในขณะที่ยังไม่สามารถเช็คอินเข้าที่พักได้แล้วล่ะก็ ต้องวางแพลนให้ดีขึ้นไปอีก เริ่มจากการเลือกไฟลท์บินที่เดินทางมาถึงเมืองต่างๆ ในช่วงบ่ายโมง เพราะเวลาเช็คอินของที่พักร้อยละ 99% จะเริ่มหลังบ่ายสอง ดังนั้นหากจำเป็นจริงๆ ควรติดต่อที่พักเพื่อนำกระเป๋าไปฝากก่อน หรือหาข้อมูลของล็อคเกอร์รับฝากกระเป๋าตามสถานีรถไฟใหญ่ๆ ให้ดีก่อน (มีค่าใช้จ่ายนะจ๊ะ) จะได้ไม่เสียเที่ยว ในส่วนของล็อคเกอะนั้นก็มีข้อเสียอยู่เช่นกัน เนื่องจากกระเป๋าที่สามารถฝากได้ส่วนใหญ่จะเป็นไซส์เคบินหรือแบบที่สามารถนำขึ้นเครื่องได้เท่านั้น 

8. Gelato ของดีที่ไม่ควรพลาด

visualhunt I Mariamichelle

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้ยินหรือเคยชิมไอติมเจลาโต้ (Gelato) แน่ๆ แต่อาจจะไม่รู้ว่าเจลาโต้นั้นมีแหล่งกำเนิดอยู่ที่อิตาลี เจลาโต้เป็นไอติมรสเลิศที่ต่างจากไอติมทั่วไป เพราะรสชาติจะเข้มข้นกว่ามาก อย่างเช่นรสสตรอเบอร์รี่ของทั่วไปจะเป็นรสจางๆ และมักทำจากสตรอเบอร์รี่สังเคราะห์ แต่เจลาโต้จะนำผลไม้จริงๆ มาใช้ ทำให้ได้รสชาติแบบเรียลๆ ผลไม้เน้นๆ นอกจากนี้เจลาโต้ยังมีไขมันเนยน้อยกว่า ทำให้เนื้อละลายง่ายกว่า ละมุนมาก ถ้าได้ไปถึงอิตาลี ต้องลองให้ได้สักครั้ง