จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด หรือ COVID-19 ที่ล่วงเลยมากว่า 4 เดือนแล้ว และมีทีท่าว่าเราอาจต้องอยู่กับโรคนี้ไปอีกนานกว่า 1 – 2 ปี ทำให้ช่วงนี้เรามักได้ยินคำว่า “New Normal” กันมากขึ้น แล้วมันคืออะไร? แล้วมีผลกระทบต่อชีวิตประวันของเราอย่างไร?

New Normal หรือ “ความปกติแบบใหม่” ไม่ใช่คำเกิดใหม่ แต่เคยถูกพูดถึงมาแล้วในช่วงเศรษฐกิจโลกถดถอยจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ที่ในตอนนั้นถูกนำมาใช้อธิบายอัตราการเติบโตเฉลี่ยระดับใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม ผ่านมาเป็นสิบปี คำว่า New Normal ถูกนำมาใช้อีกครั้ง เพื่อกล่วถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของชาวโลกหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

แล้ว “ความปกติรูปแบบใหม่” นี้มีอะไรบ้าง? เราควรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร? โดยสิ่งที่เราสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปคือ

การรักษาความสะอาดจะเป็นกิจวัตรประจำวัน

เรื่องนี้เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดเลย หน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ล้างมือกลายเป็นไอเทมที่ทุกคนต้องมีเมื่อออกจากบ้านทุกครั้ง ไม่สามารถขาดไปได้อีกแล้ว เราจะเห็นคนใส่มาส์กกันจนเป็นภาพชินตา ในทางกลับกัน หากเห็นคนไม่ใส่มาส์กนี่สิ ที่จะทำให้คนแปลกใจแทน นอกจากเรื่องความสะอาดส่วนตัวแล้ว แม้แต่ในสถานที่ต่างๆ ก็จะมีการรักษาความสะอาดมากขึ้นเช่นกัน เพื่อตอบรับกับมาตรการเฝ้าระวังของรัฐและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคน เช่น มีจุดคัดกรองทุกครั้งที่เข้า-ออกอาคารสถานที่ มีจุดให้บริการแอลกอฮอล์ล้างมือมากขึ้น หรือต้องมีฉากพลาสติกกั้นในตลาดสด เป็นต้น

คนอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น

จากมาตราการ Lock Down และเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทำให้คนไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตในสังคมจริงได้ แล้วเลือกหันมาอยู่บนสังคมออนไลน์แทน พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้วิถีชีวิตบางอย่างของเราเปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลไปถึงรูปแบบธุรกิจต่างๆ ที่เปลี่ยนไปจากเดิมด้วย

ยกตัวอย่างเช่น การ Work From Home และการเรียนออนไลน์ ที่ต่อไปจะกลายเป็นเรื่องปกติขึ้น, การซื้อ-ขายต่างๆ ทำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของใช้จำเป็น อาหาร หรือแม้แต่รถและอสังหาริมทรัพย์ ก็เปิดตัวระบบ Online Shopping กันแล้ว นอกจากนี้ธุรกิจที่เติบโตอย่างมากในช่วงนี้ ก็คือวิดีโอสตรีมมิ่ง ที่คนยอมเสียเงินสมัครกันมากขึ้นทั่วโลก แม้แต่ในฝั่งของศิลปิน K-Pop ก็ยังมีการขายไลฟ์สตรีมมิ่งคอนเสิร์ตออนไลน์ส่งตรงจากห้องส่งในประเทศเกาหลี เรียกว่าแทบจะเข้าสู่ยุคออนไลน์กันอย่างเต็มตัวเลยทีเดียว

สุขอนามัยเป็นปัจจัยสำคัญในการซื้อสินค้าบริการ

ในช่วงที่ยังไม่สามารถหายารักษาและป้องกันเชื้อโควิด-19 ได้ หรือแม้แต่หลังจากจบการแพร่รบาดไปแล้ว สุขภาพและความสะอาดก็จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่คนใช้ในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการต่างๆ อยู่ อย่างที่เห็นได้ชัดในตอนแรกที่เริ่มระบาดใหม่ๆ หลายๆ คนแห่กันซื้อประกันสุขภาพและประกันชีวิตกันมากขึ้น จนตอนนี้เมื่อต้องอยู่บ้าน คนก็หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เห็นได้จากปริมาณสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพและความงามที่มียอดการซื้อขายออนไลน์เพิ่มขึ้นจากแต่ก่อน

นอกจากนี้ ร้านอาหาร และบริการอื่นๆ เช่น ซาลอน ร้านนวด โรงแรม สายการบิน เป็นต้น จะต้องใส่ใจเรื่องความสะอาดปลอดภัยเป็นสำคัญที่สุด โดยจะต้องปฏิบัติตามมาตรการการจัดการของรัฐ รวมถึงยังต้องจัดระบบเว้นระยะห่างทางสังคมด้วย ซึ่งนโยบายเหล่านี้อาจทำให้ส่งผลกระทบต่อยอดขายต่อวันได้ เพราะไม่สามารถรับลูกค้าได้มากเท่าเดิม ตรงนี้ก็ถือเป็นอีกเรื่องที่ผู้ประกอบการหลายๆ แห่งต้องปรับตัว

มีการวางแผนออมเงินกันมากขึ้น

เศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเรื่องที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุดในสถานการณ์โควิด-19 เลยก็ว่าได้ ส่งผลตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับประเทศเลย พอเกิดการแพร่ระบาด ทำให้บางธุรกิจไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ หลายๆ บริษัทต้องลดเงินเดือนหรือจำนวนพนักงานลง จนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่งจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ หลายๆ คนอาจจะได้ตระหนักรู้ถึงความพร้อมทางการเงินของตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ในอนาคตต่อไปประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการทั้งเล็กและใหญ่น่าจะมีการวางแผนทางการเงินที่ครอบคลุมขึ้น เช่น คนอาจจะออมเงินฉุกเฉินไว้มากขึ้น หรือบางธุรกิจอาจต้องมีการเพิ่ม/เปลี่ยนรูปแบบสินค้าให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือในสถานการณ์ไม่คาดฝันให้ดีกว่าครั้งนี้

สำหรับใครที่ได้รับผลกระทบจาก New Normal มาก หวังว่าจะมองเห็นภาพรวมและแนวทางการปรับตัวได้มากขึ้นจากบทความนี้นะคะ สุดท้ายนี้เราก็หวังว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะคลี่คลายได้โดยเร็ว รักษาสุขภาพกันให้ดีด้วยนะคะ ด้วยความเป็นห่วงจาก KKday 😊