เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ใครหลายๆ คนไม่สามารถออกไปทำงานเหมือนปกติได้ ขาดรายได้กันไปหลายคน ใครที่สายป่านยาวก็อาจจะทนได้ แต่ถ้าไม่ก็ต้องอดทน และต่อสู้กันต่อไป วันนี้ KKday เลยมาแนะนำวิธีสร้างรายได้โดยการขายของออนไลน์ โดยวันนี้ที่จะมาแนะนำ 6 Platforms ได้แก่ทาง Shopee, Lazada, JD central, Kaidee, Instagram และ Facebook มาดูกันว่าแต่ละแพลตฟอร์มมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง เหมาะกับการขายแบบไหน แล้วเรามาดูกันเลย!

1. Shopee

ในปัจจุบันเป็นแพล็ตฟอร์มขายของออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย Shopee มีให้บริการอยู่ทั้งหมด 7 ประเทศ ประกอบด้วย ไต้หวัน, อินโดนีเซีย,มาเลเซีย ,ฟิลิปปินส์ ,เวียดนาม, สิงคโปร์ และไทย จึงเป็นโอากาสให้ใครหลาย ๆ สามารถขายได้ เพราะแพล็ตฟอร์มนี้มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก Shopee มีการโปรโมทในแพลตฟอร์มต่าง ๆ อยู่ตลอด จึงทำให้มีคนเข้าถึงได้อย่างมาก และเป็นแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่มีทั้งแบบเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น


ข้อดี:
1. มีโอกาสในการขายสินค้าได้สูง
2. สมัครง่าย
3. มีโค้ดส่วนลด โดยเฉพาะลูกค้าที่ใช้ครั้งแรก
4. มีโค้ดส่งฟรี
5. มีฐานลูกค้าเยอะ
6. สามารถเรียกรถ Shopee Express มารับพัสดุที่หน้าบ้านเราได้
7. แพลตฟอร์มช่วยโปรโมทสินค้า

ข้อเสีย:
1. มีผู้ใช้งานเยอะ ในบางครั้งอาจจะการล่มของระบบได้
2. เริ่มแจกโค้ดน้อยลง

ค่าคอมมิชชั่น: 
ค่าธรรมเนียมการขาย คิดเป็น 3% ของราคาตั้งต้นของ สินค้าในหมวดหมู่อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics items)* หักด้วยส่วนลดสินค้าที่ผู้ขายรับผิดชอบ (ไม่รวมค่าขนส่งสินค้าและส่วนลดอื่นๆ)
ค่าธรรมเนียมการขาย คิดเป็น 5% ของราคาตั้งต้นของสินค้าที่ไม่อยู่ในหมวดหมู่อิเล็กทรอนิกส์ (Non-Electronics items) หักด้วยส่วนลดสินค้าที่ผู้ขายรับผิดชอบ (ไม่รวมค่าขนส่งสินค้าและส่วนลดอื่นๆ)

เหมาะกับใคร?
เหมาะสมหรับใครที่ต้องการขายจริงจัง ต้องขายได้หลาย ๆ ชิ้น เพราะราคาใน Shopee มีการแข่งแข่งขันสูง ไม่สามารถตั้งราคาสูงได้ จึงจำเป็นต้องหลายค่อนข้างมาก

เห็นมั้ยล่ะครับว่าการเริ่มขายสินค้าใน Shopee น่าสนใจมาก ดูคุ้มค่าสุด ๆ เป็นช่องทางที่ดีสำหรับคนที่เพิ่งเริมขายของ แค่แพลตฟอร์มแรกก็ดีขนาดนี้เลย ไปดูอันต่อไปกันเลย

 

2. Lazada

ต่อมาคือ Lazada แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก เนื่องจาก Lazada เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดให้บริการมาก่อน ในปีก่อน อาลีบาบา ยังทุ่มเงินลงทุนมากกว่า 2,000 ล้านเหรียญเพื่อกระตุ้นช่องทางการขายของ Lazada รวมถึงยกระดับในเรื่องการให้บริการ และเป็นแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่มีทั้งแบบเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นเช่นกัน บวกกับได้รับการสนับสนุนด้านการพัฒนาและโปรโมทต่างๆ จากอาลีบาบา(Alibaba) ที่เป็นบริษัทแม่จากจีน ทำให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างไม่ขาดสาย


ข้อดี:
1. มีระบบในการปกป้องผู้ซื้อ โดยมีนโยบายและเงื่อนไขในการโอนเงินของผู้ซื้อที่มีความปลอดภัย
2. สมัครง่าย
3. มีฟังก์ชั่นที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ขาย
4. มีโค้ดส่งฟรี
5. มีฐานลูกค้าเยอะ
6. แพลตฟอร์มช่วยโปรโมทสินค้า
7. มีมานานแล้ว คนเชื่อมั่น และคุ้นเคย

ข้อเสีย:
1. ต้องแข่งขันกับสินค้าที่มาจากจีน เพราะใน Lazada จะมีสินค้าจากจีนมาลงขายค่อนข้างเยอะ
2. โค้ดส่วนลดน้อยเพื่อจะดึงดูดลูกค้า

ค่าคอมมิชชั่น: 
0% ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม 1), สำหรับร้านค้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีร้านบนลาซาด้าและเปิดร้านในรูปแบบบุคคลธรรมดาตั้งแต่วันที่ 1-30 ก.ค. 64 (สงวนสิทธิเฉพาะผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น) 2), ร้านค้าจะได้รับสิทธิฟรี 0% ค่าธรรมเนียมการชำระเงินหลังจากวันที่ได้รับการอนุมัติเอกสารโดยคืนค่าธรรมเนียมการชำระเงินกลับสู่บัญชีท่านเฉพาะรายการที่จัดส่งสำเร็จไม่รวมรายการที่ถูกยกเลิกหรือคืนสินค้าทุกวันพุธสิ้นเดือนของเดือนถัดไปเป็นระยะเวลา 30 วัน

เหมาะกับใคร?
เหมาะสมหรับใครที่ต้องการขายจริงจัง ต้องขายได้หลาย ๆ ชิ้น เพราะราคาใน Lazada มีการแข่งแข่งขันสูง ไม่สามารถตั้งราคาสูงได้ จึงจำเป็นต้องหลายค่อนข้างมาก

 

3. JD Central

แพล็ตฟอร์มที่ 3 ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน นับตั้งแต่เปิดให้บริการในประเทศไทยเมื่อปี 2561 จนถึงปัจจุบัน เจดีเซ็นทรัลมีฐานลูกค้าสูงขึ้นเรื่อย ๆ นับว่าได้เป็นโอากาสที่ดีสำหรับพ่อค้าแม่ค้าทุกราย และ JD Central เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มรายใหญ่ของไทย มุ่งมั่นที่อยากให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การช้อปออนไลน์ที่ดีที่สุด ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดผ่านการกล้าการันตีของแท้ 100% และมีระบบที่เป็น Ecosystem ของเจดีเซ็นทรัลที่ครอบคลุมการทำงานใน 4 มิติ ได้แก่ 1. JOY RETAIL 2. JOY MARKETING 3. JOY SOLUTION 4. JOY FULLFILMENT

ข้อดี:
1. ระบบโลจิสติกส์ดี ส่งถึงมือลูกค้าเร็ว
2. เน้นสินค้าคุณภาพ
3. มีโค้ดส่วนลดตามโปรโมชั่น และคูปองส่วนลดสำหรับลูกค้าใหม่
4. สินค้าของ JD Mall ส่งฟรี

ข้อเสีย:
1. มีผู้ใช้งานน้อยกว่า Shopee และ Lazada
2. โค้ดส่วนลดมีไม่เยอะ

ค่าคอมมิชชั่น: 
ค่าธรรมเนียมการขาย คิดเป็น 3% ของสินค้าในหมวดหมู่อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics items)
ค่าธรรมเนียมการขาย คิดเป็น 5% ของราคาตั้งต้นของสินค้าที่ไม่อยู่ในหมวดหมู่อิเล็กทรอนิกส์ (Non-Electronics items)

เหมาะกับใคร?
เหมาะสมหรับใครที่ต้องการขายจริงจัง ต้องขายได้หลาย ๆ ชิ้น เพราะราคาใน JD Central มีการแข่งแข่งขันสูง ไม่สามารถตั้งราคาสูงได้ จึงจำเป็นต้องหลายค่อนข้างมาก

 

4. Kaidee

Kaidee คือแพลตฟอร์มที่คุณสามารถซื้อขายออนไลน์ได้อย่างใจ มีหมวดหมู่สินค้าทั้งมือหนึ่งหรือมือสองมากกว่า 30 หมวดหมู่ให้เลือกซื้อและลงขาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า อุปกรณ์ไอที ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า พระเครื่อง และอื่น ๆ อีกมากมาย เข้ามาพบกับประสบการณ์การซื้อง่าย ขายคล่อง สะดวก รวดเร็ว โดยส่วนใหญ่นั้นคนที่ซื้อของกับ Kaidee มักจะซื้อของมือสองเป็นส่วนใหญ่ เหมาะสำหรับคนที่อยากขายสินค้าไม่ได้หลายชิ้นมาก


ข้อดี:
1. สมัครง่าย
2. ลงขายได้ฟรี (บางประเภท)
3. เหมาะสำหรับขายของเพียงไม่กี่ชิ้น ไม่ได้ขายประจำ

ข้อเสีย:
1. มีฐานลูกค้าน้อย
2. คนไม่รู้จักมากเท่า Shopee, Lazada
3. ระบบไม่ปลอยภัยเท่าไหร่
4. ลงขายสินค้าบางชนิดที่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นเข้าใจยาก
5. เน้นขายของมือสองเป็นส่วนใหญ่
6. ไม่มีส่วนลดใด ๆ สำหรับลูกค้า

ค่าคอมมิชชั่น: 
ขึ้นอยู่กับสินค้าที่จะขาย โดยถ้าลงขายสินค้าจะต้องซื้อ Kaidee egg มานำมาโปรโมทสินค้าลงขาย และนำมาเลื่อนประกาศสินค้าที่ได้ลงประกาศขายไปแล้ว

เหมาะกับใคร?
เหมาะสมหรับใครที่ไม่ต้องการขายสินค้าหลายชิ้น เช่น นำมือถือ รถยนต์ อื่นๆ มือสอง มาขาย

 

5. Instagram

ในสมัยนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก Instagram ฮิตจนฉุดไม่หยุดแล้ว มีคนเข้าถึงเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะขายอะไรก็ปังไปหมด ไม่ว่าจะขายจริงจังหรือไม่จริงจังก็ได้หมดเลย และยังสามารถชวนคนมาทำกิจกรรม หรือไลฟ์ขายได้อีกด้วย

ข้อดี:
1. สมัครง่าย แค่สร้างบัญชี
2. โพสต์รูปลงขายได้ฟรี
3. สามารถดีไซน์รูป หรือวีดีโอ ในการโพสต์ขายได้
4. สามารถยิงแอดโฆษณาได้

ข้อเสีย:
1. ไม่มีส่วนลดให้ลูกค้าเพิ่มจากแพลตฟอร์ม
2. ต้องเสียเงินโปรโมท หรือยิงแอดเอง
3. ค้นหาสินค้ายากกว่าในแพลตฟอร์ม

*ไม่มีค่าคอมมิชชั่น แต่สำหรับใครที่จะสร้างโฆษณา หรือยิงแอดก็สามารถจ่ายในส่วนนี้เพิ่มได้

เหมาะกับใคร?
เหมาะสมหรับทุกแบบในการขาย ไม่ว่าจะเป็นการขายเพียงไม่กี่ชิ้น หรือหลายชิ้น เพรา Instagram แทบจะไม่มีต้นทุนในการลงขายเลย

 

6. Facebook

และแพลตฟอร์มสุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ Facebook นั่นเอง ในช่วงนี้ไลฟ์ขายสินค้าใน Facebook เป็นอะไรที่เปิดเข้าไปก็ต้องเห็น ขายได้สารพัดอย่าง โดยตอนนี้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าจะไลฟ์ขายของมากกว่ามาโพสต์ขายแล้ว โดยตอนนี้ได้พัฒนาระบบดูดเวลาลูกค้า CF สินค้า เพื่อให้ง่ายต่อการรับออร์เดอร์ แต่สำหรับมือใหม่ก็ยังสามารถให้ลูกค้าทักไปได้เหมือนเดิมครับ

ข้อดี:
1. สมัครง่าย แค่สร้างบัญชี
2. โพสต์รูปลงขาย และไลฟ์ได้ฟรี
3. สามารถดีไซน์รูป หรือวีดีโอ ในการโพสต์ขายได้
4. สามารถยิงแอดโฆษณาได้
5. มีผู้ใช้แพลตฟอร์มนี้เยอะ
6. ผู้ใช้งานคุ้นเคยกับการซื้อใน Facebook

ข้อเสีย:
1. ไม่มีส่วนลดให้ลูกค้าเพิ่มจากแพลตฟอร์ม
2. ต้องเสียเงินโปรโมท หรือยิงแอดเอง

เหมาะกับใคร?
เหมาะสมหรับทุกแบบในการขาย โดยแพลตฟอร์มนี้จะคล้าย ๆ Instagram สามารถขายได้โดยแทบไม่มีต้นทุน และยังมีฐานผู้ใช้งานเยอะอีกด้วย